Skip to main content

Firewall คืออะไร มีกี่ประเภท ทำหน้าที่อะไร ถ้าปิดจะอันตรายไหม?

NNecbit Team22 กรกฎาคม 2569อ่าน 16 นาที8 views

Firewall คือด่านแรกที่ปกป้องเครือข่ายธุรกิจของคุณ แต่มันทำงานยังไง มีกี่ประเภท และถ้าปิดไว้จะเสี่ยงแค่ไหน? บทความนี้มีคำตอบ

Firewall คืออะไร มีกี่ประเภท ทำหน้าที่อะไร ถ้าปิดจะอันตรายไหม?

ทุกวันนี้ธุรกิจแทบทุกขนาดทำงานอยู่บนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า ระบบขายหน้าร้าน ระบบบัญชี หรืออีเมลบริษัท ทั้งหมดวิ่งผ่านเครือข่ายตลอดเวลา และในโลกออนไลน์ก็มีทั้ง Hacker, Malware และ Bot ที่คอยสแกนหาช่องโหว่อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

คำถามคือ อะไรคือ "ด่านแรก" ที่คอยคัดกรองว่าใครเข้าและออกเครือข่ายของเราได้บ้าง? คำตอบก็คือ Firewall นั่นเอง

Firewall คืออะไร?

Firewall คือระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่าย ที่ทำหน้าที่ ตรวจสอบและควบคุมข้อมูล (Traffic) ที่วิ่งเข้า-ออกระหว่างเครือข่ายของเรากับโลกภายนอก โดยตัดสินใจตามกฎ (Policy / Rule) ที่กำหนดไว้ว่า ข้อมูลไหน "ผ่านได้" และข้อมูลไหน "ต้องบล็อก"

ให้นึกภาพง่าย ๆ ว่า Firewall คือ รปภ. หน้าอาคารสำนักงาน — ทุกคนที่จะเข้าออกต้องผ่านการตรวจ ใครมีบัตร มีสิทธิ์ ก็ผ่านเข้าไปได้ ใครไม่มีสิทธิ์หรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย ก็ถูกกันไว้ตั้งแต่หน้าประตู ไม่ปล่อยให้เข้าไปสร้างความเสียหายข้างใน

Firewall มีทั้งแบบที่เป็น อุปกรณ์ (Hardware) ติดตั้งไว้หน้าเครือข่ายทั้งองค์กร และแบบ โปรแกรม (Software) ที่ทำงานอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง เช่น Windows Defender Firewall ที่มากับ Windows

Firewall ทำหน้าที่อะไรบ้าง?

หน้าที่หลักของ Firewall สรุปได้ดังนี้

  1. กรอง Traffic เข้า-ออกเครือข่าย ตรวจสอบข้อมูลทุกชุดที่วิ่งผ่าน ว่ามาจากไหน จะไปไหน ใช้ Port อะไร แล้วเทียบกับกฎที่ตั้งไว้ก่อนปล่อยผ่านหรือบล็อก

  2. ปิดกั้นการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต ปิด Port ที่ไม่จำเป็น กันไม่ให้บุคคลภายนอกรีโมตเข้ามาในระบบ หรือสแกนหาช่องโหว่ของเครื่องในองค์กร

  3. บังคับใช้นโยบายขององค์กร เช่น บล็อกเว็บไซต์อันตราย จำกัดการใช้งานแอปพลิเคชันบางประเภทในเวลางาน หรือแยกสิทธิ์การเข้าถึงระหว่างแผนก

  4. แบ่งโซนเครือข่าย (Network Segmentation) — กั้นระหว่างเครือข่ายพนักงาน, เครือข่ายแขก (Guest Wi-Fi) และเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์ออกจากกัน ถ้าโซนใดโซนหนึ่งโดนเจาะ ความเสียหายจะไม่ลามไปทั้งระบบ

  5. เก็บ Log และแจ้งเตือน บันทึกว่าใครเชื่อมต่ออะไร เมื่อไหร่ ช่วยให้ตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อเกิดเหตุผิดปกติ

นอกจากนี้ Firewall รุ่นใหม่ ๆ ยังทำหน้าที่เสริมได้อีกมาก เช่น เป็นตัวกลางเชื่อมต่อ VPN สำหรับพนักงานที่ทำงานนอกออฟฟิศ, ตรวจจับการบุกรุก (IPS) และสแกน Malware ตั้งแต่ระดับ Gateway ก่อนถึงเครื่องผู้ใช้

Firewall มีกี่ประเภท?

การแบ่งประเภทของ Firewall มองได้ 2 มุม คือแบ่งตาม รูปแบบการติดตั้ง และแบ่งตาม เทคโนโลยีการทำงาน

แบ่งตามรูปแบบการติดตั้ง (3 ประเภท)

  1. Hardware Firewall อุปกรณ์แยกต่างหากที่ติดตั้งคั่นระหว่างอินเทอร์เน็ตกับเครือข่ายภายใน ป้องกันได้ทั้งองค์กรจากจุดเดียว ประสิทธิภาพสูง เหมาะกับธุรกิจที่มีพนักงานหลายคนและมีข้อมูลสำคัญ

  2. Software Firewall โปรแกรมที่ติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่อง เช่น Windows Defender Firewall ป้องกันเป็นรายเครื่อง เหมาะสำหรับผู้ใช้ทั่วไป และใช้เป็นเกราะชั้นที่สองเสริมกับ Hardware Firewall ในองค์กร

  3. Cloud Firewall (Firewall as a Service FWaaS) Firewall ที่ให้บริการผ่านระบบคลาวด์ ไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เอง ขยายขนาดได้ง่าย เหมาะกับธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก มีหลายสาขา หรือมีพนักงาน Work from Home จำนวนมาก

แบ่งตามเทคโนโลยีการทำงาน (4 ประเภทหลัก)

  1. Packet Filtering Firewall Firewall ยุคแรกสุด ตรวจสอบเฉพาะข้อมูลส่วนหัว (Header) ของแต่ละ Packet เช่น IP ต้นทาง-ปลายทาง และหมายเลข Port ทำงานเร็วแต่ตรวจได้ตื้น หลอกได้ง่าย

  2. Stateful Inspection Firewall ฉลาดขึ้นมาอีกขั้น เพราะ "จำสถานะ" ของการเชื่อมต่อได้ รู้ว่า Packet ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาที่เราเริ่มไว้เอง หรือเป็นการเชื่อมต่อแปลกปลอมที่จู่ ๆ ก็โผล่มา เป็นมาตรฐานของ Firewall ทั่วไปในปัจจุบัน

  3. Proxy Firewall (Application-Level Gateway) ทำตัวเป็น "คนกลาง" ระหว่างผู้ใช้กับปลายทาง เครื่องภายในไม่ได้คุยกับอินเทอร์เน็ตตรง ๆ ทำให้ตรวจสอบเนื้อหาได้ลึกถึงระดับแอปพลิเคชัน ปลอดภัยสูง แต่แลกมากับความเร็วที่ลดลง

  4. Next-Generation Firewall (NGFW) Firewall ยุคปัจจุบันที่รวมทุกความสามารถไว้ในตัวเดียว ทั้ง Stateful Inspection, การตรวจสอบเนื้อหาเชิงลึก (Deep Packet Inspection), ระบบป้องกันการบุกรุก (IPS), การรู้จำแอปพลิเคชัน และการกรองเว็บไซต์ เป็นตัวเลือกมาตรฐานสำหรับองค์กรยุคนี้

เกร็ดเพิ่มเติม: ถ้าธุรกิจของคุณมีเว็บไซต์หรือ Web Application ของตัวเอง ยังมี Firewall อีกประเภทที่ควรรู้จักคือ WAF (Web Application Firewall) ซึ่งป้องกันการโจมตีเว็บโดยเฉพาะ เช่น SQL Injection และ XSS

ถ้าปิด Firewall จะอันตรายไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ อันตราย และไม่แนะนำให้ปิด โดยเฉพาะเครื่องหรือเครือข่ายที่ต่ออินเทอร์เน็ตอยู่

หลายคนอาจคิดว่า "เครื่องเราคงไม่มีใครสนใจหรอก" แต่ความจริงคือ การโจมตีส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้เลือกเป้าหมายเป็นรายคน — มี Bot จำนวนมหาศาลที่สแกนหา IP และ Port ที่เปิดอยู่ทั่วอินเทอร์เน็ตแบบอัตโนมัติตลอดเวลา เครื่องที่ไม่มี Firewall ก็เหมือน บ้านที่เปิดประตูทิ้งไว้ในย่านที่มีขโมยเดินสำรวจอยู่ทุกนาที

ความเสี่ยงที่ตามมาเมื่อปิด Firewall ได้แก่

ถูกสแกนและเจาะระบบได้ง่ายขึ้นมาก Port และ Service ที่เปิดอยู่จะถูกมองเห็นจากภายนอกทันที
Malware และ Ransomware เข้าถึงเครื่องได้ง่ายขึ้น และถ้าเป็นเครือข่ายองค์กร การแพร่กระจายจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่องจะเร็วขึ้นมากเพราะไม่มีอะไรกั้น
ข้อมูลรั่วไหล สำหรับธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเทคนิค แต่รวมถึงความเชื่อมั่นของลูกค้า และความเสี่ยงด้านกฎหมายอย่าง PDPA ด้วย
เครื่องถูกยึดไปใช้งานต่อ เช่น ถูกฝัง Backdoor หรือถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Botnet เพื่อโจมตีคนอื่น โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว
แล้วกรณีที่ "จำเป็น" ต้องปิดล่ะ?

สถานการณ์ที่เจอบ่อยคือ ลงโปรแกรมแล้วใช้งานไม่ได้ เลยอยากลองปิด Firewall ดู วิธีที่ถูกต้องกว่าคือ สร้างข้อยกเว้น (Rule / Exception) เฉพาะโปรแกรมหรือ Port นั้น ๆ แทนการปิดทั้งระบบ ซึ่งปลอดภัยกว่ามากและแก้ปัญหาได้ตรงจุดเหมือนกัน

หากจำเป็นต้องปิดเพื่อทดสอบจริง ๆ ควรปิดให้สั้นที่สุด ทำในเครือข่ายที่ควบคุมได้ (ไม่ใช่ Wi-Fi สาธารณะ) และเปิดกลับทันทีเมื่อทดสอบเสร็จ

เลือกใช้ Firewall แบบไหนให้เหมาะกับเรา?
ผู้ใช้ทั่วไป / เครื่องส่วนตัว เปิด Software Firewall ที่มากับระบบปฏิบัติการไว้เสมอ ร่วมกับ Router ที่ตั้งค่าอย่างถูกต้อง ก็ครอบคลุมการใช้งานพื้นฐานแล้ว
ธุรกิจ SME — ควรมี Hardware Firewall หรือ NGFW ระดับ SME คั่นหน้าเครือข่าย พร้อมตั้ง Policy พื้นฐาน เช่น แยก Guest Wi-Fi ออกจากเครือข่ายงาน และปิด Port ที่ไม่ใช้
องค์กรขนาดกลางขึ้นไป ควรใช้ NGFW ร่วมกับการทำ Network Segmentation, ระบบ Monitoring และมีผู้ดูแลตรวจสอบ Log อย่างสม่ำเสมอ

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ การมี Firewall อย่างเดียวไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% — Firewall ที่ไม่เคยอัปเดต Firmware, ตั้ง Rule แบบเปิดกว้างเกินไป หรือไม่มีใครดูแล ก็แทบไม่ต่างจากไม่มี ความปลอดภัยที่ดีต้องมาจากทั้งอุปกรณ์ที่เหมาะสม การตั้งค่าที่ถูกต้อง และการดูแลอย่างต่อเนื่อง

สรุป

Firewall คือด่านแรกของความปลอดภัยเครือข่าย ทำหน้าที่กรองข้อมูลเข้าและออกตามกฎที่กำหนด มีให้เลือกทั้งแบบ Hardware, Software และ Cloud โดยเทคโนโลยีเบื้องหลังก็มีหลายระดับตั้งแต่ Packet Filtering ไปจนถึง NGFW ที่ครบเครื่องที่สุดในปัจจุบัน และคำตอบของคำถามที่ว่า "ปิด Firewall ได้ไหม?" ก็ชัดเจนว่า ไม่ควรปิด เพราะเท่ากับเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาได้ตลอดเวลา

หากธุรกิจของคุณยังไม่มี Firewall ที่เหมาะสม หรือไม่แน่ใจว่าระบบเครือข่ายปัจจุบันปลอดภัยพอหรือยัง ติดต่อทีม Necbit เพื่อรับคำปรึกษาและประเมินระบบได้ฟรี — เราออกแบบและวางระบบ Network Security ให้เหมาะกับขนาดและงบประมาณของธุรกิจคุณโดยเฉพาะ

N
Necbit Team

ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ของ Necbit — ดูแลระบบเครือข่าย ความปลอดภัย และโครงสร้างพื้นฐานให้องค์กรทั่วประเทศไทยมากว่า 10 ปี

ปรึกษาเราฟรี